728x90 AdSpace

---Advertisement---
You are here: Home / เด็กปวช.3 อาชีวะเลยร้องสื่อ ถูกยัดข้อหาขับมอ’ไซค์พาคนไปตาย ทั้งๆที่ขับรถไม่เป็น

เด็กปวช.3 อาชีวะเลยร้องสื่อ ถูกยัดข้อหาขับมอ’ไซค์พาคนไปตาย ทั้งๆที่ขับรถไม่เป็น

นักเรียน ปวช.3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลยเข้าร้องเรียนสื่อมวลชนท้องถิ่น ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทั้งๆที่เป็นคนซ้อนท้าย และขับรถไม่เป็น เผย ถูกแม่ผู้ตายบีบให้รับสารภาพหวังเงินประกัน 200,000 บาท แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับ แถมถูกฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายอีก 600,000 บาทด้วย ลั่นขอสู้คดีให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 นายน่วน ไชยศรี และนางแพงสี ไชยศรี อยู่บ้านเลขที่ 125 หมู่ 3 ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย นำ น.ส.กนกอร ไชยศรี อายุ 18 ปี บุตรสาว ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ปวช.3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย พร้อมด้วยนายสาโรช โกษารักษ์ อาจารย์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนท้องถิ่น ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐ กรณีที่ลูกสาวและลูกศิษย์ถูกยัดเยียดข้อหาขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทั้งๆที่ขับรถไม่เป็น

น.ส.กนกอร เล่าว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 เวลาประมาณ 19.30 น. น.ส.พิมพ์นิภา แสงแก้ว เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกันได้ขับรถมอเตอร์ไซค์มาชวนขณะที่ตนอยู่ที่หอพักให้นั่งซ้อนท้ายไปหาเพื่อนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยขับไปตามถนนเลย-เชียงคาน พอถึงบริเวณบ้านหนองผักก้าม น.ส.พิมพ์นิภา ขับขึ้นแซงรถพ่วงออกไปทางเลนขวาของถนน ขณะนั้นรู้สึกว่ารถได้เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์อีกคันแล้วล้มลง หลังจากนั้นตนก็คิดว่าคงตายแน่นอน แล้วมารู้สึกตัวอีกทีตอนที่มีคนมาช่วย และรู้สึกปวดแขนมาก ส่วน น.ส.พิมพ์นิภา ตนทราบภายหลังว่าได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ถูกรถพ่วงทับ แล้วตนก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเลย เพราะบาดเจ็บแขนซ้ายหัก

 น.ส.กนกอรเล่าต่อไปว่า ขณะที่พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล แม่ของ น.ส.พิมพ์นภาได้เข้ามาพูดคุย และเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับว่าเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์ เพราะหากตนยอมรับ แม่ของผู้ตายจะได้ค่าประกันตาม พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถจำนวน 200,000 บาท แต่ถ้าตนเป็นคนซ้อน จะได้เงินเพียง 30,000 บาท โดยพร้อมจะดูแลค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดระยะเวลาที่ไปขึ้นศาล ตนก็ได้ปรึกษากับพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ จึงไม่ยอมรับเป็นคนขับ เพราะต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาทันทีทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนขับ

หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555 ตนก็ได้รับแจ้งจากตำรวจให้เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองเลย โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานขับขี่รถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย พร้อมกับเขียนบักทึกการมอบตัวว่า ตนเป็นผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์หมายเลขทะเบียน กษว 810 เลย คันที่เกิดเหตุ เสียหลักลื่นไถลไปตามพื้นถนนขณะขับแซงรถพ่วง เป็นเหตุให้ น.ส.พิมพ์นิภาเสียชีวิต โดยมีพยานที่เห็นเหตุการณ์ 2 คน ยืนยันว่าตนเป็นผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ วันเกิดเหตุก็มีเพื่อนๆ หลายคนเห็นว่า น.ส.พิมพ์นิภาเป็นคนขับมารับตนนั่งซ้อนท้ายออกไป และก็เป็นธุระของ น.ส.พิมพ์นิภาเอง ตนถูกขอร้องให้ไปเป็นเพื่อนเท่านั้น ขณะเดียวกันรถมอเตอร์ไซค์คันที่เกิดเหตุก็เป็นชื่อของแม่ น.ส.พิมพ์นิภา ผู้ตายด้วย จากข้อกล่าวหานี้ ตนจึงได้ปฏิเสธทุกประการ

หลังจากนั้น วันที่ 19 ตุลาคม 2555 คดีได้เข้าสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเลย คดีหมายเลขดำที่ ผ.338/2555 ทำให้ น.ส.กนกอรตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับขี่รถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และนอกจากนี้ยังถูกแม่ของ น.ส.พิมพ์นิภา ผู้ตายฟ้องร้องทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายจำนวน 600,000 บาท ด้วย ซึ่งศาลได้นัดไปให้ปากคำแล้ว 5 ครั้ง

“ตลอดเวลาที่รู้ว่ากลายเป็นผู้ต้องหา รู้สึกเครียดมาก เพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะมีเรื่องแบบนี้ จนบางครั้งไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ แม่ก็มาบอกว่าให้หยุดเรียนไปก่อน ห่วงว่าฝ่ายที่กล่าวหาจะมาทำร้าย บังคับให้รับเป็นคนขับ หนูรู้สึกแปลกใจและเสียใจเป็นอย่างมากที่ถูกตั้งข้อหาเช่นนี้ เพราะตั้งแต่เกิดมา หนูขับรถมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ตอนนี้ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เพราะทางตำรวจก็ไม่ให้ความเป็นธรรมแล้ว จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าว และจะขอสู้คดีนี้จนถึงที่สุด” น.ส.กนกอรกล่าวทั้งน้ำตา

นายสาโรช โกษารักษ์ อาจารย์ที่เดินทางมาด้วย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นครู เมื่อลูกศิษย์เสียชีวิตเราก็รู้สึกเสียใจ ทั้งสองคนเป็นคนดี ทั้งกนกอรและพิมพ์นิภาเป็นพี่น้องรักกันมาก ครูไปงานศพทั้งน้ำตา เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นก็มาทราบว่า กนกอรถูกต้องข้อหาอาญาร้ายแรง ตนรู้สึกรับไม่ได้ที่เห็นลูกศิษย์ที่ต้องมาถูกกล่าวหาเช่นนี้ และผิดหวังในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มต้นจากตำรวจ ตนเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ต้องคดีลักษณะเดียวกันเพราะความไม่ยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้ทำเพียงเพื่อลูกศิษย์เท่านั้น หวังว่าคดีจะเป็นกรณีสุดท้ายของสังคมไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว เพื่อนรุ่นพี่สองคนของ น.ส.กนกอรได้เดินทางมายืนยันด้วยว่า น.ส.กนกอรขับรถมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น และพร้อมจะให้การช่วยเหลือในชั้นศาลด้วย เพราะรู้สึกสงสารน้องที่ต้องมาถูกกล่าวหาเช่นนี้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในบันทึกเหตุการณ์ของพนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่ได้กล่าวถึงรถบรรทุกพ่วงแต่อย่างใด



---Advertisement---