728x90 AdSpace

---Advertisement---
You are here: Home / , สัมปทานเหมืองแร่ จ.เลย “ชอบธรรม” หรือ “ผูกขาด”

สัมปทานเหมืองแร่ จ.เลย “ชอบธรรม” หรือ “ผูกขาด”


สัมปทานเหมืองแร่ จ.เลย “ชอบธรรม” หรือ “ผูกขาด”
หากจำกันได้ ปลายปี 2556 ข่าวสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจจากประชาชน ไม่น้อยไปกว่าการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ นั่นคือ การคัดค้านโครงการขยายสัมปทานเหมืองทองจังหวัดเลย ของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ด้วยความกังวลว่าสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงจากการทำเหมืองทองคำอย่าง ไซยาไนด์ จะรั่วไหลไปสู่ชุมชนโดยรอบ ยังไม่นับปัญหามลภาวะทางเสียงและฝุ่นละออง ที่ก่อความเดือดร้อนต่อผู้คนในพื้นที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้แทนเครือข่ายเหมืองแร่ภาคประชาชน เขียนถึงสถานการณ์ดังกล่าวไว้ในบทความชื่อ “ความเป็นนิรันดร์ของสัญญาผูกขาดแร่ทองคำจังหวัดเลย” ว่าผลของสัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง ระหว่างบริษัทเอกชนรายนี้กับกรมทรัพยากรธรณี ที่ยื่นไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2538 จำนวน 112 แปลง  ประมาณ 33,600 ไร่  แบ่งเป็น

1. ได้ประทานบัตรแล้ว 6 แปลง คือ ประทานบัตรที่ 26968/15574, 26969/15575, 26970/15576, 26971/15558, 26972/15559 และ 26973/15560  ที่ตั้งอยู่บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย  รวมเป็นพื้นที่ 1,291 ไร่ แต่ถ้ารวมพื้นที่ที่เป็นโรงประกอบโลหกรรม (แต่งแร่และถลุงแร่) และบ่อกักเก็บกากแร่ (บ่อไซยาไนด์) ในบริเวณพื้นที่ประทานบัตรดังกล่าวไปด้วย จะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,500 ไร่

2. คำขอประทานบัตร จำนวน 106 แปลง  ประมาณ 30,114 ไร่  ซึ่งส่วนใหญ่ติดอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ประเภทต่าง ๆ (ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าใช้สอยอื่น ๆ)  และพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอ และ 1 บี ซึ่งคำขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย  และแปลงที่ 76/2539  ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย  ที่ได้ดำเนินการจัดทำเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตร ไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2555 และวันที่ 8 ก.ย. 2556 ที่ผ่านมา ตามลำดับ อยู่ในคำขอประทานบัตรกลุ่มนี้ด้วย

ทั้งที่ตามมาตรา 6 ทวิ  และมาตรา 6 จัตวา แห่ง พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มีข้อจำกัดเกี่ยวกับพื้นที่ที่เป็น “แหล่งต้นน้ำ” หรือ “ป่าน้ำซับซึม” แม้ปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก็ไม่สามารถประกาศให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อออกประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรได้ 

เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงการเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามก่อนเป็นอับดับแรก แต่สัญญาฯ ดังกล่าวกลับละเมิดหลักการของมาตรา 6 ทวิ และมาตรา 6 จัตวา  ด้วยการนำพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมที่พบว่ามีแร่ทองคำมาให้สัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่แก่ผู้ประกอบการได้

สัญญาฯ ดังกล่าว  ระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่อื่น ๆ ในพื้นที่ “เขตสิทธิ” เอาไว้อย่างเป็นที่น่าตระหนกตกใจมาก เพราะภาครัฐเปิดโอกาสให้เอกชนรายนี้ถือสิทธิครอบครองสัมปทานแร่ทุกชนิด (ไม่เฉพาะแร่ทองคำ) ในเขตสิทธิ 545 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 340,605 ไร่ เต็มพื้นที่ต่อไปได้อีก หลังจากที่ยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ 112 แปลง ประมาณ 33,600 ไร่ ไปแล้ว

ด้วยเนื้อหาที่ระบุไว้ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำเหมือง “แร่อื่นๆ” ในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ ตามข้อ 9 (2) ว่า “ในกรณีที่บริษัทสำรวจพบแร่อื่น ๆ ในเขตสิทธิ และจะขอประทานบัตรทำเหมืองแร่นั้น ในการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ชนิดนั้น บริษัทจะต้องเสนอผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐบาล  นอกเหนือจากผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษที่กำหนดไว้ในข้อ 3 แห่งสัญญานี้  ทั้งนี้ การออกประทานบัตรจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการในพระราชบัญญัติแร่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  หากมีการขอเพิ่มชนิดแร่เพิ่มเติม ก็จะต้องเสนอผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐสำหรับแร่ที่ขอเพิ่มนั้นด้วย”

หากตามความเป็นจริงแล้ว สิทธิในการครอบครองพื้นที่ที่เป็นเขตสิทธิจะต้องลดลงตามพื้นที่ที่ยื่นคำขอประทานบัตรเอาไว้ จำนวน 112 แปลง ประมาณ 33,600 ไร่  ดังที่ระบุเนื้อหาเอาไว้ในสัญญาข้อ 2 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้สิทธิสำรวจและทำเหมือง “แร่ทองคำ”  ดังนี้

ข้อ 2 (1)  ภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญานี้ บริษัทจะต้องยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจ “แร่ทองคำ”  ให้เต็มตามพื้นที่ที่ได้รับสิทธิสำรวจและทำเหมือง “แร่ทองคำ”  โดยอาชญาบัตรพิเศษจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 2 ปี การให้สิทธิสำรวจ “แร่ทองคำ”  ตามสัญญานี้ ไม่ว่าจะเป็นการต่ออายุอาชญาบัตรพิเศษหรือเป็นการขออาชญาบัตรพิเศษใหม่ จะมีระยะเวลารวมกันไม่เกิน 5 ปี

ข้อ 2 (2) เมื่อบริษัทได้ยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษเต็มตามพื้นที่  ตามข้อ 2 (1)  แล้ว  กรมฯ จะดำเนินการเพื่อให้มีการออกอาชญาบัตรพิเศษทั้งหมดให้แก่บริษัทโดยเร็ว

ข้อ 2 (3) หากบริษัทมีความเห็นว่า การสำรวจตามอาชญาบัตรพิเศษฉบับหนึ่งฉบับใดหรือหลายฉบับบ่งชี้ว่ามี “แร่ทองคำ”  เพียงพอที่จะลงทุนทำเหมืองได้  บริษัทจะต้องยื่นขอประทานบัตรหนึ่งหรือหลายฉบับสำหรับทำเหมือง “แร่ทองคำ”  ให้เสร็จสิ้นก่อนที่อาชญาบัตรพิเศษฉบับนั้น ๆ จะสิ้นอายุ  และบริษัทจะเร่งรัดกิจการอันจำเป็นทั้งหลายในการที่จะให้บริษัทได้รับประทานบัตรตามคำขอโดยเร็ว

และปรากฎอยู่ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำเหมือง “แร่อื่นๆ” ในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิตามข้อ 9 (1)  ด้วยว่า..ในกรณีที่บริษัทได้รับประทานบัตรทำเหมือง “แร่ทองคำ”  แต่ปรากฏว่ามีแร่ชนิดอื่นรวมอยู่กับ “แร่ทองคำ” ด้วย  และบริษัทประสงค์จะผลิตแร่ชนิดอื่นนั้นด้วย  บริษัทจะต้องเสนอผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐบาล  ในการพิจารณาอนุญาตให้เพิ่มชนิดแร่แต่ละชนิดลงในประทานบัตรก่อนที่จะทำการผลิต  นอกเหนือจากผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษที่กำหนดไว้ในข้อ 3 แห่งสัญญานี้

โดยสรุปก็คือ เงื่อนไขของสัญญาฯ ดังกล่าว ที่ปรากฏอยู่ในข้อ 2 (1)–(3) และ ข้อ 9 (1) มีความประสงค์ที่ชัดเจนที่จะจำกัดการทำแร่อื่นๆ ภายใต้คำขอประทานบัตร และประทานบัตรทำเหมือง “แร่ทองคำ” เท่านั้น ซึ่งก็คือพื้นที่คำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ 112 แปลง  ประมาณ 33,600 ไร่ ที่ยื่นขอเอาไว้แล้วนั่นเอง 

ซึ่งหมายความต่อมาว่า พื้นที่ที่เป็นสิทธิครอบครองสัมปทานจะต้องลดลงตามพื้นที่คำขอประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำด้วย แต่ในข้อ 9 (2)  กลับขยายหรือเปิดโอกาสให้เอกชนถือสิทธิครอบครองเขตสิทธิ 545 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 340,605 ไร่  เต็มพื้นที่ดังเดิม

ด้วยเทคนิควิธีการเขียนสัญญาแอบซ่อนเช่นนี้  สัญญาฯ ดังกล่าว จึงมีลักษณะความเป็นนิรันดร์ เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าทุ่งคำจะขุดแร่อื่น ๆ ซึ่งมีทั้งหิน  ดิน  ทราย  อโลหะ และโลหะชนิดอื่น  ในพื้นที่ 545 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 340,605 ไร่ หมดสิ้นลงในวันใด ยิ่งตอกย้ำความวิปลาสของสัญญาฯ ดังกล่าว มากยิ่งขึ้นไปอีก

เป็นอีกกรณีที่ทำให้เห็นว่าต้องมีการปฏิรูป เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิที่จะปกป้องตนเอง จากการแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มทุน ที่ท้ายสุดมักจะทิ้งมลภาวะไว้ให้ชุมชนพื้นที่ต้องตามแก้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

หมายเหตุ : มาตรา 6 ทวิ..เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสำรวจ  การทดลอง  การศึกษา  หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดพื้นที่ใด ๆ  ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ  การทดลอง  การศึกษา  หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้

ภายในเขตที่กำหนดตามวรรคหนึ่งผู้ใดจะยื่นคำขออาชญาบัตร  ประทานบัตรชั่วคราว  หรือประทานบัตรไม่ได้  เว้นแต่ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นสมควรให้ยื่นคำขอได้เป็นกรณีพิเศษโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อหมดความจำเป็นที่จะใช้เขตพื้นที่เพื่อประโยชน์ดังกล่าวตามวรรคหนึ่งให้รัฐมนตรีประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 6 จัตวา..เพื่อประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา  กำหนดพื้นที่ใดที่มิใช่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม  ที่ได้ทำการสำรวจแล้วปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์  และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อออกประทานบัตรชั่วคราว  หรือประทานบัตรได้เป็นอับดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม  หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในที่ดินในพื้นที่นั้น  แต่ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วย

     SCOOP@NAEWNA.COM


---Advertisement---