728x90 AdSpace

---Advertisement---
You are here: Home / "กรมการท่องเที่ยว" เดินเกมรุก จัดระเบียบ "ธุรกิจ-หลอกขายทัวร์"

"กรมการท่องเที่ยว" เดินเกมรุก จัดระเบียบ "ธุรกิจ-หลอกขายทัวร์"


"กรมการท่องเที่ยว" เดินเกมรุก จัดระเบียบ "ธุรกิจ-หลอกขายทัวร์"
ต้องยอมรับว่า ท่ามกลางการขยายตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยก็ยังมีประเด็นปัญหาหลาย ๆ ส่วน ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการแก้ไข ทั้งเรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ฯลฯ รวมถึงปัญหาการฉ้อโกงและหลอกขายแพ็กเกจทัวร์ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

"ธิดา จงก้องเกียรติ" ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแนวทางการดูแลนักท่องเที่ยว การจัดระเบียบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และมาตรการต่าง ๆ ในการจัดการกับบริษัทนำเที่ยวที่ผิดกฎระเบียบไว้ดังนี้

- รูปแบบที่ผู้ประกอบการหลอกขาย

แพ็กเกจทัวร์ที่พบมากในขณะนี้ที่พบมากมี 2-3 แบบ คือแบบแรก หลอกขายนักท่องเที่ยวโดยตรง แบบนี้มีไม่กี่ราย แต่มีแล้วใหญ่ กระทบกับคนจำนวนมาก 2.มีเอเยนซี่มารับขายต่อให้กับบริษัทแม่ พวกนี้จะพยายามตั้งราคาต่ำทำทุกอย่างเอง ไปติดต่อสายการบิน โดยอ้างว่าใช้สายการบินโลว์คอสต์ จึงขายแพ็กเกจได้ในราคาที่ต่ำ 

แต่พอนักท่องเที่ยวซื้อแล้ว ก็มาอ้างว่าตอนคุยกับสายการบินได้ราคาถูกจริง แต่พอจะบินจริงต้องจ่ายค่าน้ำมันและค่าโน่นค่านี่เพิ่มอีก ทำให้เขาไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ทางกรมการท่องเที่ยวและทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องมาสืบสวนข้อเท็จจริง

พอเป็นคดีฉ้อโกง ระเบียบและข้อกฎหมายของกรมการท่องเที่ยวควบคุมไม่ถึง เราก็จัดการอะไรไม่ได้ ก็ต้องฟ้องกันเป็นลำดับขั้น ซึ่งกรณีแบบนี้ เท่าที่พบมีเยอะกว่าแบบแรกมาก ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเรามีปัญหา และ 3.ประเภทที่ไม่มีใบอนุญาตแล้วมาทำธุรกิจ แล้วโกงหนีไปเลย แบบนี้ยังถือว่าไม่เยอะมาก ส่วนที่เยอะคือพวกที่จัดนำเที่ยว แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับนักท่องเที่ยว 

- มาตรการที่กรมการท่องเที่ยวดำเนินการคืออะไร

ตามระเบียบของกรมการท่องเที่ยวแบ่งบริษัทที่จดทะเบียนออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย ประเภททั่วไป จ่ายเงินประกัน 2 แสนบาท สามารถทำทัวร์ทั้งต่างประเทศและในประเทศ 2.ประเภททำตลาดต่างประเทศ (อินบาวนด์) จ่ายเงินประกัน 1 แสนบาท 3.ประเภททำทัวร์ภายในประเทศ จ่ายเงินประกัน 5 หมื่นบาท

และ 4.ประเภทจัดทัวร์เฉพาะพื้นที่ จ่ายเงินค้ำประกัน 1 หมื่นบาท เงินประกันดังกล่าว ทางกรมการท่องเที่ยวจะเก็บไว้ หากมีปัญหาที่บริษัทนั้น ๆ จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับนักท่องเที่ยว เราก็จะหักจากเงินประกันจำนวนนี้

ที่ผ่านมา เราก็ทำเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ไปตามหนังสือพิมพ์ ตามสื่อต่าง ๆ ทั้งทางสื่อหลักและเว็บไซต์ มีการประชุมหารือผู้ที่เกี่ยวข้อง เราก็พยายามสื่อสารออกไปว่า นักท่องเที่ยวที่เจอก็ต้องมาหาเราก่อน เพื่อให้เราจัดการต่อให้ได้ เพราะถ้าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้อง เราก็มีอำนาจในการไกล่เกลี่ย ด้วยการหักเงินประกันมาชดเชยให้นักท่องเที่ยวหรือในกรณีที่มีการจัดงานคอนซูเมอร์

แฟร์ขายแพ็กเกจท่องเที่ยว ผู้จัดงานต้องใส่รายชื่อของผู้ร่วมงาน เพื่อให้เราตรวจสอบก่อน แล้วเราจะตอบเป็นจดหมายว่าใครที่จดทะเบียนถูกต้อง และใครบ้างที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท

สำหรับบริษัทไหนที่ไม่ได้จดทะเบียนแบบถูกต้อง เราก็จะแจ้งคนจัดงานว่าเขาต้องรับผิดชอบกรณีเกิดเหตุการณ์หลอกลวงผู้บริโภคเกิดขึ้น เช่นเดียวกับพวกที่ไปออกบูทขายแพ็กเกจทัวร์ตามศูนย์การค้าต่าง ๆ เราก็จะแจ้งให้ศูนย์การค้าทราบว่าเราขอเข้าไปตรวจสอบใบอนุญาตของบริษัทนั้น ๆ และหากไม่มีใบอนุญาต เราก็จะแจ้งให้ทางศูนย์การค้าทราบว่าเขาต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบลูกค้าด้วย 

- ปัจจุบันมีบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องอยู่มากน้อยแค่ไหน

ตอนนี้บริษัทที่จดทะเบียนถูกต้องมีประมาณ 12,000 บริษัท ส่วนที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นรายเดิม ๆ ซ้ำ ๆ จะมีบ้างที่เราถอนใบอนุญาตไปบ้าง เช่น พวกที่ให้ต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 49% 

พวกนี้ตอนที่มาขอจดทะเบียน เขาก็ทำถูกต้องตามกฎระเบียบ แต่พอจดเสร็จ เขาก็จะเปลี่ยน เพราะนายทุนเขาต้องการเป็นผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งเราก็ต้องเช็กจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัทประเภทนี้ ถ้าเราเจอ เราก็เพิกถอนใบอนุญาตเขาอีก

แต่กระบวนการเพิกถอนใบอนุญาตเขา ก็ต้องมีขั้นมีตอน ต้องทำจดหมายเรียกเขามาพบ แจ้งเตือน พวกนี้ส่วนใหญ่ พอเราเพิกถอน เขาก็มาขอจดทะเบียนใหม่อีก เพราะกฎหมายเราไม่มีข้อไหนระบุว่าไม่ให้เขาจด เมื่อไหร่ที่เขามาขอและมีหลักฐานถูกต้อง นายทะเบียนก็จำเป็นต้องออกให้เขา

- จะมีมาตรการอะไรที่เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นแบบซ้ำ ๆ ซากๆ เหมือนที่ผ่านมา 

ตอนนี้ทางกรมการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างร่างทีโออาร์ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเข้ามาช่วยกันตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียน และบริษัทที่ถูกเพิกถอนแล้วไปแปลงร่างมาจดทะเบียนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ตามกฎหมายเราทำอะไรไม่ได้ เราจึงต้องไปใช้กฎหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและดีเอสไอให้เข้ามาจัดแทน เพื่อคัดกรองบริษัทที่มาขอจดทะเบียนบริษัทนำเที่ยว 

โดยคนที่ขอจดทะเบียนจะต้องมาขออนุญาตที่กรมการท่องเที่ยว แล้วไปจดทะเบียนที่กรมทะเบียนการค้า โดยมีดีเอสไอทำหน้าที่ตรวจสอบ ฉะนั้น โดยกระบวนการจดทะเบียนบริษัทนำเที่ยวอาจจะนานขึ้นนิดหนึ่ง รูปแบบนี้อาจไปกำหนดสิทธิของประชาชนบ้าง แต่เพื่อการป้องกัน เราก็ต้องทำ

ขณะนี้ทั้ง 3 หน่วยงานคุยกันในรายละเอียดแล้ว คาดว่าน่าจะลงนามได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เราต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบด้วย ทำให้คนที่ทำธุรกิจแบบใต้ดินมาอยู่บนดิน เพื่อป้องกันทุกปัญหาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมทั้งจัดระเบียบของอุตสาหกรรมให้เป็นมาตรฐานและภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทย



---Advertisement---