728x90 AdSpace

---Advertisement---
You are here: Home / , เมืองเลยจัดแข่งจักรยาน “ปั่นเลย...ลงโขง” ลดโลกร้อน ส่งเสริมการท่องเที่ยว

เมืองเลยจัดแข่งจักรยาน “ปั่นเลย...ลงโขง” ลดโลกร้อน ส่งเสริมการท่องเที่ยว


เมืองเลยจัดแข่งจักรยาน “ปั่นเลย...ลงโขง” ลดโลกร้อน ส่งเสริมการท่องเที่ยว
เทศบาลเมืองเลย จัดแข่งปั่นจักรยานลดโลกร้อนครั้งที่ 2 “ปั่นเลย...ลงโขง (ปั่น ไป เลย)” ระยะทางกว่า 95 กิโลเมตร ลดใช้พลังงาน ส่งเสริมการออกกำลังกาย การท่องเที่ยว ให้เลยเป็นเมืองน่าอยู่

       วันนี้ (1 มี.ค.) ที่สะพานข้ามแม่น้ำเลย บ้านฟากเลย เขตเทศบาลเมืองเลย นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดการแข่งขันปั่นจักรยานใจเกินร้อย ครั้งที่ 2 “ปั่นเลย...ลงโขง ปั่น ไป เลย” รณรงค์ลดการใช้พลังงาน ลดภาวะโลกร้อน โดยมีนักปั่นจักรยานในจังหวัด และใกล้เคียงเข้าร่วมแข่งขันกว่า 500 คน
       
       นายสัมพันธ์ คูณทวีลาภผล นายกเทศมนตรีเมืองเลย กล่าวว่า เทศบาลร่วมกับภาคเอกชน จัดการแข่งขันจักรยานใจเกินร้อย เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้ยานพาหนะบนท้องถนนจำนวนมาก ทำให้มีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสูงตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนที่นานาประเทศให้ความสำคัญ และเร่งแก้ปัญหา
       


       เทศบาลจึงได้รณรงค์ลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณขยะ เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ทั้งยังมีนโยบายพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งสภาพแวดล้อมที่ดีมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ จึงส่งเสริมให้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นที่แพร่หลาย
       


       กิจกรรมการแข่งขันจักรยานใจเกินร้อย ครั้งที่ 2 มีจุดสตาร์ทที่สะพานบ้านใหม่ ไปตามเส้นทางฟากเลย-ไร่ทาม เลี้ยวซ้ายไปบ้านสูบ-บ้านเพีย และกลับมาเข้าเส้นชัยที่สะพานบ้านใหม่ รวมระยะทาง 95 กิโลเมตร และมีพิธีมอบถ้วยรางวัล ณ บริเวณหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย มีนักปั่นจักรยานให้ความสนใจเข้าร่วม 500 คน
       
       “กิจกรรมนี้จะกระตุ้นให้ประชาชน และสถาบันครอบครัวตระหนักถึงการออกกำลังกายหันมาใช้จักรยานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร ประหยัดพลังงาน และที่สำคัญ คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นให้จังหวัดเลยเป็นเมืองแห่งจักรยาน เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน” 


---Advertisement---